11 ตำนานอันโด่งดัง กับคำอธิบายตามหลักวิทยาศาตร์

ตำนานความเชื่อเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่ในสมัยโบราณ ก่อนที่วิทยาศาสตร์จะเจริญก้าวหน้าจนมาถึงทุกวันนี้ หลายสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตล้วนไม่มีเหตุผล และกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ กลายเป็นอภินิหาร และดูเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติเกินกว่าที่จะเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเราศึกษาตำนานเหล่านี้ให้ดี บางครั้งการอธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์ก็สามารถตอบคำถามตำนานเหล่านี้ได้เช่นกัน และวันนี้เพชรมายาจะขอพาทุกท่านมาชม 11 ตำนานความเชื่ออันโด่งดัง กับคำอธิบายที่ดูสมเหตุสมผลตามหลักวิทยาศาสตร์

1. มหาอุทกภัย น้ำท่วมโลก

นักวิทยาศาสตร์คิดว่า ตำนานน้ำท่วมโลก อ้างอิงมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุคเมโสโปเตเมีย โดยในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 มีนักโบราณคดีได้ขุดค้นพบสุสานแห่งอูร์ (Ur) พวกเขาพบชั้นดินที่แบ่งออกเป็น 2 วัฒนธรรม ซึ่งมีแต่มหาวิบัติน้ำท่วมแห่งแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรตีส ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ได้

อ้างอิงจากข้อมูลอื่นๆ น้ำท่วมครั้งใหญ่เกินขึ้นบนชายฝั่งทะเลดำเมื่อประมาณ 10,000-15,000 ปีก่อน จากการที่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบเปลือกหอยในดินแดนไซบีเรียตะวันตก ส่วนทะเลที่ใกล้ที่สุดก็คือทะเลดำ น้ำท่วมครั้งนี้ต้องรุนแรงมากจนทำให้เกิดเป็นช่องแคบ บอสพอรัส (Bosphorus) จวบจนทุกวันนี้ นอกจากนั้นยังทำให้เกิดเป็นน้ำตกขนาดมหึมาที่มีปริมาณน้ำมากถึง 40 ลูกบาสก์กิโลเมตรต่อวัน หรือมีปริมาณมากกว่าน้ำตกไนแอการาถึง 200 เท่า และเหตุการณ์นี้ยังยาวนานต่อเนื่องไปถึง 300 วัน ซึ่งถ้าเหตุการณ์เป็นไปตามที่นักวิทยาศาสตร์คำนวณไว้จริงล่ะก็ มหาอุทกภัยน้ำท่วมโลกที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ก็คงฟังดูไม่เกินจริงแต่อย่างใด

2. คนยักษ์

ในประเทศไอร์แลนด์ ยังคงมีเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คนที่ตัวสูงใหญ่ พวกเขาสร้างสามารถสร้างเกาะได้ด้วยการใช้มือหยิบทรายแล้วโยนลงไปในน้ำ ทางด้าน มาร์ทา คอร์โบนิตส์ ศาสตราจารย์ด้านวิชาต่อมไร้ท่อวิทยา (Endocrinology) คิดว่าตำนานโบราณเหล่านี้อาจมีเค้าโครงความจริงอยู่บ้าง มันอาจฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อสักเท่าไหร่ แต่นักวิทยาศาสตร์พบว่า ชาวไอริชหลายคนมีการกลายพันธุ์ของยีนที่เรียกว่า AIP ซึ่งยีนเหล่านี้เป็นสาเหตุของการเติบโตที่ผิดปกติจนทำให้ร่างกายใหญ่โตกว่าคนทั่วไป ตัวอย่างเช่น ในเกรตบริเตน มีอัตราการกลายพันธุ์ของยีนอยู่ที่ 1 ต่อ 2,000 แต่สำหรับในเขต Mid Ulster ของไอร์แลนด์เหนือ จะอยู่ที่ 1 ต่อ 150 เท่านั้น

หนึ่งในคนยักษ์ไอริชที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ ชาร์ลส์ ไบรน์ ที่อาศัยอยู่ในปี ค.ศ. 1761-1783 โดยเขามีความสูงมากกว่า 230 เซนติเมตร แต่สิ่งที่แตกต่างจากในตำนานอย่างสิ้นเชิงก็คือ ในตำนานคนยักษ์จะมีความแข็งแรงมาก แต่ในความเป็นจริงคนยักษ์เหล่านี้ต้องประสบกับปัญหาโรคภัยต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ ปัญหาการมองเห็น และอาการปวดข้อ และจากการรักษาอย่างผิดวิธี ทำให้พวกเขาเหล่านี้มีอายุได้ไม่เกิน 30 ปีเท่านั้น

3. มนุษย์หมาป่า

นักวิทยาศาสตร์คาดว่า ตำนานมนุษย์หมาป่านั้นมีต้นกำเนิดมาจากไม่กี่แห่ง ต้นกำเนิดแรกมาจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในป่า มีซากโบราณสถานและถ้ำหลายแห่งที่มีภาพวาดของมนุษย์และสัตว์ผสมกัน คนโบราณต้องการความแข็งแกร่ง ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะสวมใส่หนังสัตว์เหล่านี้เพื่อให้จิตวิญญาณของสัตว์มาอยู่กับตนเอง นอกจากนั้นพวกเขายังทำ “ยา” เพื่อเอาไว้ดื่มก่อนออกไปรบ ซึ่งจะทำให้พวกเขาจินตนาการว่า ตัวเองได้กลายเป็นหมาป่าที่ไม่มีวันพ่ายแพ้

ต้นกำเนิดที่สองเกิดจากมนุษย์ที่มีสภาวะทางร่างกายผิดปกติที่ปัจจุบันเรียกว่า โรคมนุษย์หมาป่า (Hypertrichosis) คือผู้คนที่ประสบโรคเหล่านี้จะมีขนขึ้นตามร่างกายที่มากกว่าปกติ นอกจากนั้น ในปี ค.ศ. 1963 ดร.ลี อิลลิส ได้พบโรคทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Lycanthropy โดยผู้คนเหล่านี้จะคิดว่าตัวเองสามารถแปลงร่างเป็นหมาป่าได้ และพวกเขาเชื่อว่าตัวเองจะแข็งแกร่งขึ้นในคืนพระจันทร์เต็มดวงอีกด้วย

4. แวมไพร์

พอร์ฟีเรีย (Porphyria) หรือโรคผีดูเลือด เป็นกลุ่มโรคที่พบได้ยากมาก และมีโอกาสเกิดเพียง 1 ใน 2 แสนคนเท่านั้น ซึ่งถ้าพ่อแม่เป็นโรคพอร์ฟีเรียแล้วล่ะก็ โอกาสที่ลูกจะเกิดมาแล้วเป็นโรคเดียวกันนี้ก็มีสูงถึง 25% เลยทีเดียว

อาการของโรคพอร์ฟีเรียนั้นอาจทำให้หลายๆ คนเข้าใจผิดคิดว่าผู้ป่วยเป็นแวมไพร์ เนื่องจากอาการแพ้แสงแดดของพวกเขา จะทำให้ผิวหนังพุพองเวลาเจอแสงแดด และนั่นทำให้พวกเขาสามารถออกจากบ้านได้ในช่วงเวลากลางคืนเท่านั้น

และสิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจากแวมไพร์สุดหล่อในหนังอย่างสิ้นเชิงก็คือ อวัยวะหลายๆ ส่วนของเขาก็จะประสบปัญหาเป็นแผลเรื้อรัง เช่น จมูก นิ้วมือ นิ้วเท้า ริมฝีปากเกิดอาการดึงรั้งจนมองเห็นฟันอย่างชัดเจน ในยุคกลาง ผู้คนที่ประสบปัญหาโรคพอร์ฟีเรีย จะถูกจับเผาทั้งเป็น

5. มังกร

ความเชื่อมโยงระหว่างกระดูกไดโนเสาร์และมังกรเกิดขึ้นในมองโกเลีย โดยคำว่า มังกร (Dragon) เริ่มแพร่หลายในภูมิภาคต่างๆ มากมาย สาเหตุเพราะมีการขุดค้นพบกระดูกของไดโนเสาร์มากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ ไม่มีตำนานเกี่ยวกับ “มังกร” ในทวีปแอฟริกา เนื่องจากยังไม่มีการขุดค้นพบซากไดโนเสาร์ในแอฟริกาในขณะนั้น

แล้วทำไมมังกรถึงต้องมีรูปร่างเหมือนสัตว์เลื้อยคลาน มีกรงเล็บและมีผิวหนังเป็นเกล็ดล่ะ ? มีคำอธิบายง่ายๆ ว่า โครงกระดูกเหล่านี้มีลักษณะเหมือนกับสัตว์จำพวกกิ้งก่า งู หรือจระเข้ ผู้คนจึงจินตนาการว่ามังกรก็มีลักษณะไม่แตกต่างจากสัตว์เหล่านี้ เพียงแค่มีขนาดใหญ่โตกว่า บางครั้งมีการพบงูหรือกิ้งก่าที่มี 2 หัว ก็อาจถูกนำไปจินตนาการเป็นมังกร 2 หัวก็เป็นได้

6. เซนทอร์

เซนทอร์ครึ่งสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งม้า ซึ่งเป็นที่รู้จักมานานกว่า 2 พันปีก่อนคริสตกาล โดยสันนิษฐานว่ามันปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกในยุคกรีกโบราณ ในสมัยที่ผู้คนที่มีการศึกษาบางพวกยังไม่รู้จักวิธีการขี่ม้า และหลังจากที่พวกเขาได้เห็นชนเผ่าเร่รอนอย่าง Scythians, Tauri หรือ Kassites ที่ขี่ม้าได้ พวกเขาจึงจินตนาการไปถึงบางสิ่งที่เหมือนกับ เซนทอร์

อย่างไรก็ตาม พลินีผู้อาวุโส (Pliny the Elder) ที่อาศัยอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 1 เคยระบุว่า ตัวเขาเองเคยเห็นเซนทอร์ตัวเป็นๆ กับตาตนเอง โดยมันถูกเก็บไว้ในโหลน้ำผึ้งขนาดใหญ่ และส่งตรงมาจากอียิปต์ให้กับจักรพรรดิของเขา และเขาคิดว่า เซนทอร์เป็นผลลัพธ์จากการทดลองบางอย่างของนักบวชอียิปต์

7. วงกตแห่งมิโนทอร์

ตามตำนานกรีกโบราณ ภายใต้พระราชวังไมนอสได้มีเขาวงกตขนาดมหึมา ภายในวงกตแห่งนี้มีปีศาจผู้ชั่วร้ายนามว่า มิโนทอร์ โดยมันเป็นปีศาจกระหายเลือดที่เสียงคำรามของมันสามารถทำให้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นบนโลกได้

บนเกาะกรีต ในประเทศกรีซ ซึ่งเป็นสถานที่ๆ เชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของมิโนทอร์นั้น ตั้งอยู่บนเปลือกโลก 2 แผ่น โดยมีแผ่นหนึ่งจะเคลื่อนตัวไปอยู่ข้างใต้อีกแผ่นหนึ่ง และนั่นจึงเป็นเหตุผลให้สถานที่แห่งนี้เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง ในช่วงเริ่มต้นอารยธรรม ชาวเกาะครีตเองก็ต้องหนีเอาชีวิตรอดจากการยกตัวของเปลือกโลก ที่บางครั้งก็สูงขึ้นมาถึง 22 ฟุต จึงไม่แปลกใจที่คนโบราณจะคิดว่า ภายใต้ผืนดินที่พวกเขาอาศัยอยู่จะมีปีศาจสิงสถิตย์อยู่ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหว

8. ไซคลอป

ในตำนานกรีกโบราณ ไซคลอป หรืออสูรตาเดียวที่เป็นลูกๆ ของเทพอูเรนัสและไกอา โดยไซคลอปที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ โพลีฟีมัส ลูกชายของโปไซดอน

ในปี 1914 โอเธอนีโอ อาเบล นักบรรพชีวินวิทยาชาวออสเตรเลียระบุว่า คนในยุคโบราณได้พบซากโครงกระดูกของช้างแคระ และเชื่อว่ามันเป็นกระโหลกของยักษ์ไซคลอปในตำนาน เรื่องจากมีรูตรงกลางที่กระโหลกเพียงรูเดียว ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นส่วนของงวงช้าง และนั่นอาจทำให้พวกเขาเข้าใจผิด ซึ่งช้างแคระเหล่านี้อาศัยอยู่ในไซปรัส มอลตา และเกาะกรีต และนี่ก็เป็นคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่พอเป็นไปได้มากที่สุด

9. โซดอม และ กอมเมอร์ราห์ นครแห่งบาป

โซดอม และ กอมเมอร์ราห์ หรือมีชื่อเรียกว่า นครแห่งบาป โดยในตำนานก็คือนครแฝดแห่งนี้เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความชั่วและบาปหนาเกินกว่าที่แผ่นดินจะแบกรับได้ ดังนั้นพระผู้เป็นเจ้าจึงฝังเมืองนี้ไว้ใต้ธรณี เมืองแห่งนี้จึงเป็นตำนานที่อยู่ในคัมภีร์ไบเบิลโดยไม่มีใครแน่ใจว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า

เป็นเวลากว่าทศวรรษที่มีการขุดค้นพบเมืองโบราณเมืองหนึ่งใน Tall el-Hammam ประเทศจอร์แดน อ้างอิงจากคำภีร์ไบเบิล นักโบราณคดีเชื่อว่าเมืองแห่งนี้ก็คือเมืองโซดอม ที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำจอร์แดน และพวกเขาคาดว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้น่าจะมีอายุราวๆ 3,500-1,540 ปีก่อนคริสตกาล

10. คราเคน

คราเคน คือตำนานสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ที่อาศัยอยู่ใต้ท้องทะเลลึก ตามคำบอกเล่าของชาวเรือสมัยก่อน คราเคนจะมีรูปร่างเหมือนกับหมึกยักษ์ โดยคำอธิบายเกี่ยวกับคราเคนปรากฏขึ้นครั้งแรกในหนังสือของ เอริค พอนโตพิแดน โดยเขาระบุว่า คราเคนเป็นสัตว์ขนาดยักษ์ที่ใหญ่พอๆ กับเกาะๆ หนึ่ง มันสามารถจับเรือขนาดใหญ่ด้วยหนวดของมันและลากลงไปสู่ก้นมหาสมุทรได้อย่างง่ายได้

อ้างอิงจากตำนาน ปลาหมึกยักษ์นั้นมีอยู่จริง และมันอาจมีขนาดใหญ่มากถึง 52 เมตร พวกมันเป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับชาวประมงในสมัยหลายร้อยหลายพันปีก่อน แต่มันไม่ได้อันตรายอย่างที่ผู้คนกล่าวขวัญกัน ยกเว้นแต่จะมีใครถูกผลักตกไปในน้ำนั่นเอง

11. ยูนิคอร์น

ยูนิคอร์น เป็นสัตว์ในจินตนาการที่มีรูปร่างเหมือนม้าสีขาวดูสง่างาม และมีเขาแหลมตรงกลางหน้าผากยื่นยาวออกมา มีข้อมูลเกี่ยวกับยูนิคอร์นปรากฏขึ้นมากมายจากหลากหลายประเทศ โดยภาพแรกของยูนิคอร์นปรากฏขึ้นที่ประเทศอินเดียเมื่อเกือบ 4,000 ปีมาแล้ว ต่อมาตำนานเหล่านี้ก็ปรากฏให้เห็นในสมัยโรมันโบราณ และหลายๆ คนก็เชื่อว่ายูนิคอร์นเป็นสัตว์ที่มีอยู่จริง

ในความเป็นจริงแล้ว ความน่าจะเป็นของยูนิคอร์นมากที่สุดก็คือเจ้าตัว Elasmotherium แรดยักษ์ชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในยูเรซียในระหว่างยุคน้ำแข็ง เจ้าแรดยักษ์เขาเดียวนี้มีลักษณะคล้ายกับม้าเล็กน้อยและมีเขายาวยื่นออกมาบริเวณหน้าผาก ซึ่งมันก็สูญพันธุ์ไปในยุคนั้นเอง

สามารถติดตามเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ข้างล่างครับ

ที่มา : brightside | เรียบเรียงโดย เพชรมายา