12 สิ่งลึกลับที่ยังค้างคาใจผู้คนอยู่ในทุกวันนี้

ในทุกๆ วัน นักวิทยาศาสตร์บนโลกจะค้นพบทฤษฎีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิมอยู่เสมอ ซึ่งวันนี้เพชรมายาจะขอนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ที่ล้วนเป็นสิ่งลึกลับที่ยังค้างคาใจอยู่ รวมถึงสิ่งที่น่าสนใจที่ยังไม่มีทฤษฎีหรือปรากฏการณ์ใหม่ๆ มาหักล้างจนถึงทุกวันนี้

 

1. เราไม่เคยเจาะไปถึงเนื้อโลก (Mantle)

 

นักธรณีวิทยาคิดว่าแกนโลกด้านในสุด (Inner Core) เป็นของแข็ง ในขณะที่แกนโลกด้านนอก (Outer Core) เป็นของเหลวและของแข็งที่หลอมละลายแล้ว ส่วนถัดมาก็คือส่วนที่เรียกว่า เนื้อโลก (Mantle) ที่มีความหนามากที่สุดและแบ่งออกเป็นส่วนย่อยอีกหลายส่วน ซึ่งมีความลึกตั้งแต่ 30-2,900 กิโลเมตร และแน่นอนว่าเรายังไม่แน่ใจว่ามันประกอบไปด้วยอะไร เพราะเราไม่เคยเจาะลงไปถึงส่วนเนื้อโลกเลย โดยจุดที่ลึกที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยไปถึงคือที่หลุม Kola Borehole ในประเทศรัสเซีย ที่มีความลึกเพียง 12.3 กิโลเมตรเท่านั้น

 

2. ขั้วแม่เหล็กโลกสลับ

 

ขั้วแม่เหล็กโลกสามารถเคลื่อนที่และเปลี่ยนทิศทางได้อย่างสิ้นเชิง นักวิทยาศาสตร์พบว่าการสลับของขั้วแม่เหล็กโลกเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ล้านปีก่อน และยังไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดมันถึงเกิดขึ้น และมันจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่กันแน่

 

3. โลกเราอาจเคยมีดวงจันทร์ 2 ดวง

 

นักดาราศาสตร์ได้กล่าวไว้ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่โลกเราจะเคยมีดวงจันทร์ถึง 2 ดวงเมื่อประมาณ 4.6 ล้านปีก่อน โดยดวงจันทร์ดวงที่ 2 อยู่ห่างกันราว 1,200 กิโลเมตร และใช้วงโคจรเดียวกับดวงจันทร์ดวงแรก จนกระทั่งมันเกิดการปะทะกันและเหลือเพียงดวงจันทร์ที่เราเห็นในปัจจุบันนี้เพียงแค่ดวงเดียว

 

4. โลกหมุนได้เร็วมาก แล้วถ้าโลกหยุดหมุนล่ะ

 

โลกมีความเร็วในการหมุนรอบตัวเองสูงถึง 1,600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมันยังโคจรไปรอบๆ ดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วกว่า 108,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และด้วยความเร็วคงที่และแรงดึงดูดของโลก จึงทำให้เราไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนที่ดังกล่าว แต่ถ้าเกิดโลกหยุดหมุนขึ้นมาล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่ามันยังไม่ได้เกิดขึ้นเร็วๆ นี่ แต่ถ้าต่อไปในอนาคตล่ะก็ไม่แน่

 

5. เวลา “เติบโต” ขึ้น

 

เมื่อประมาณ 620 ล้านปีที่แล้ว โลกเรามีเวลา 21.9 ชั่วโมงใน 1 วันเท่านั้น แต่เนื่องจากโลกค่อยๆ เคลื่อนที่ช้าลง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70 มิลลิวินาทีต่อ 100 ปี ดังนั้นกว่าจะมาถึงปัจจุบัน โลกเราก็มี 24 ชั่วโมงใน 1 วัน และในอีก 140 ล้านปี โลกเราจะมี 25 ชั่วโมงใน 1 วัน

 

6. แรงดึงดูดแปลกๆ

 

โลกของเราไม่ได้กลมดิ๊กเป๊ะๆ ดังนั้น พื้นที่แต่ละแห่งจึงมีแรงดึงดูดสูงต่ำไม่เท่ากัน หนึ่งในความผิดปกติที่เราพบก็คือที่ ฮัดสันเบย์ ในประเทศแคนาดา นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าแรงดึงดูดในบริเวณนั้นมีความต่ำกว่าที่อื่นเนื่องจากมีความหนาแน่นต่ำ เพราะเกิดจากการธารน้ำแข็งที่ละลายอย่างรวดเร็ว

 

7. จุดที่ร้อนที่สุดและจุดที่หนาวที่สุดในโลก

 

สถานที่ๆ ร้อนที่สุดในโลกอยู่ในเมือง Aziziya ประเทศลิเบีย ที่มีอุณหภูมิสูงถึง 58 องศาเซลเซียส ส่วนจุดที่หนาวเย็นที่สุดโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่แอนตาร์กติกา คือ -73 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิที่เคยวัดได้ต่ำที่สุดบนโลกนี้ อยู่ที่สนานี Vostok ของรัสเซีย โดยมีอุณ -89.2 องศาเซลเซียส ซึ่งวัดได้เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 1983

 

8. โลกเผชิญกับมลพิษอย่างรุนแรง

 

นักบินอวกาศหลายคนกล่าวว่า ในปี 1978 ภาพของโลกที่เขาเห็นค่อนข้างแตกต่างจากปัจจุบันมาก ขยะอวกาศและมลพิษของเสียจำนวนมากเปลี่ยนโลกของเราจากสีน้ำเงิน-เขียว-ขาว ให้กลายเป็นสี น้ำตาล-เทา-ดำ

 

9. ส่วนประกอบของโลกเรา

 

ถ้าเราแยกส่วนประกอบของโลกเราจะพบว่ามันประกอบด้วยเหล็ก 32.1%, ออกซิเจน 30.1%, ซิลิกอน 15.1% และ แม็กนีเซียม 13.9% โดยเหล็กส่วนใหญ่กว่า 90% อยู่ที่แกนโลก ในขณะที่เปลือกโลกมีออกซิเจนมากที่สุดถึง 47%

 

10. โลกเคยเป็นสีม่วง

 

พืชในสมัยอดีตเมื่อนานมาแล้วไม่ได้เป็นสีเขียว เพราะมันใช้โมเลกุลไวแสงชนิดอื่นที่เรียงว่า Retinal แทนคลอโรฟิลด์ โดยปกติคลอโรฟิลด์จะดูดซับความยาวคลื่นแสงสีน้ำเงินและสีแดงจากดวงอาทิตย์ และสะท้อนออกมาเป็นแสงสีเขียว นั่นทำให้พืชปัจจุบันมีสีเขียว แต่ Retinal จะดูดซับแสงสีเขียวและสะท้อนออกมาเป็นแสงสีม่วงแดงแทน

 

11. มหาสมุทรที่ซ่อนอยู่

 

นักวิทยาศาสตร์พบแหล่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ใต้พื้นผิวโลกราว 410-660 กิโลเมตร มันอยู่ที่นี่เป็นเวลานานถึง 2,700 ล้านปี ในบริเวณเนื้อโลก แหล่งน้ำตรงนี้มากพอที่จะเติมเต็มมหาสมุทรทั้งหมดบนโลก 3 เท่า และนั่นทำให้เกิดทฤษฎีที่เชื่อว่ามหาสมุทรบนโลกเกิดขึ้นได้ก็เพราะมหาสมุทรใต้พื้นดินเกิดปะทุขึ้นมา

 

12. มูนเควก (Moonquakes)

 

น้อยคนที่จะรู้ว่า บนดวงจันทร์ก็มีการเกิดแผ่นดินไหวเช่นเดียวกัน แต่แผ่นดินไหวมูนเควกนี้แตกต่างจากแผ่นดินไหวบนโลก เพราะมันไม่ได้รุนแรงเท่าและมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากๆ โดยเหตุผลที่เกิดขึ้นก็อาจมาจากแรงไทดัล (Tidal Force) และการเกิดอุกกาบาตชนนั่นเอง

 

สามารถติดตามเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ข้างล่างครับ

ที่มา : brightside | เรียบเรียงโดย เพชรมายา