13 ประสบการณ์แปลกๆ ทางการแพทย์ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นจริง

 คุณอาจไม่คิดว่า อาชีพที่ต้องพบเจอประสบการณ์แปลกๆ มากที่สุดอาชีพหนึ่งก็คืออาชีพหมอนั่นเอง เพราะเราไม่เคยรู้เลยว่า คนไข้แต่ละคนที่เข้ามาหาหมอ จะมีอาการอะไรมาบ้าง และวันนี้เพชรมายาจะขอพาทุกท่านไปชมประสบการณ์แปลกๆ ของคุณหมอจากทั่วโลก ที่เราแทบไม่เชื่อเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริง

1. เมาแบบไม่ได้ดื่ม

ชายชราวัย 61 ปีถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินด้วยอาการเมาหนักทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลย  แพทย์ตรวจพบว่าร่างกายของเขาเกิดการสะสมยีสต์ที่ใช้หมักแอลกอฮอล์ในลำไส้ เนื่องจากเขามีอาชีพหมักเหล้ากลั่นในครัวเรือน เมื่อรับประทานอาหารที่มีแป้งเข้าไปก็จะทำให้ยีสต์ดังกล่าวเปลี่ยนน้ำตาลในแป้งให้เป็นเอธานอลจนเมาในที่สุด

2. เสียชีวิตเพราะดูดคอ

ในปี 2016 ชายวัยรุ่นชาวเม็กซิโกเสียชีวิตเนื่องจากแฟนสาวของเขาทำรอยจูบไว้ที่คอ แพทย์ลงความเห็นว่าการดูดเพื่อให้เกิดรอยจูบนั้นรุนแรงจนทำให้เกิดการห้อเลือดจนเลือดแข็งตัวและไปอุดตันในสมอง ในที่สุดก็ส่งผลให้เส้นเลือดในสมองแตกจนถึงแก่ชีวิต

3. การตายปริศนา

ในปี 1994 กลอเรีย รามิเรซ ถูกส่งไปยังห้องฉุกเฉินโดยที่มีคราบมันทั่วร่างและมีกลิ่นกระเทียมโชยออกมาจากปากของเธอ  เมื่อพยาบาลทำการเจาะเลือดของเธอ เจ้าหน้าที่ 23 คนในห้องฉุกเฉินก็ได้กลิ่นแปลกๆ จากเลือดที่จะนำไปส่งตรวจและรู้สึกมึนงงจนล้มป่วยกันหมดและต้องนำส่งไปรักษาโดยเร่งด่วน และมีเจ้าหน้าที่ที่อาการหนักจนต้องพักรักษาตัวต่อถึง 5 คน แพทย์สรุปว่าเธอเสียชีวิตว่าเนื่องจากระบบการทำงานของไตเธอล้มเหลว แต่ไม่สามารถหาสาเหตุได้แม้จะมีการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์แล้วก็ตาม

4. การรักษาประธานาธิบดีแบบพิสดาร

เจมส์ เอ การ์ฟีลด์ ประธานาธิบดีคนที่ 20 ของสหรัฐอเมริกาถูกยิงจากด้านหลัง แพทย์เชื่อว่ากระสุนทะลุเข้าไปที่ลำไส้ของเขา  และด้วยความรู้ทางการแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่ดีนัก แพทย์ได้ลงความเห็นว่าควรจะให้อาหารเขาเข้าไปย่อยในลำไส้โดยตรงผ่านทางทวารหนัก คณะแพทย์ได้ทดลองทำการรักษายาวนานกว่าสองเดือนโดยการให้อาหารหลากหลายชนิดเช่น ซุปเนื้อวัว ไข่แดง นม วิสกี้ และเมล็ดฝิ่น แต่การรักษานี้ไม่ถูกสุขอนามัย และส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างรุนแรง จึงทำให้ประธานาธิบดีการ์ฟีลด์ทุกข์ทรมานจนเสียชีวิตลงในที่สุด

5. คนแคระที่กลายเป็นคนยักษ์

อดัม เรนเนอร์ ถูกตรวจพบว่ามีเนื้องอกที่ต่อมพิทูอิตารีเมื่อวัย 18 ปี ในขณะนั้นเขาสูง 137 เซนติเมตร  และเมื่ออายุ 32 ปีความสูงของเขาก็พุ่งไปถึง 218 เซนติเมตรเลยทีเดียว  ในที่สุดเขาก็ได้เข้ารับการรักษาโดยการผ่าตัดเอาเนื้องอกออกแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จและได้เสียชีวิตเมื่ออายุ 51 ปี ที่ความสูง 233 เซนติเมตร ทำให้เขากลายเป็นชายเพียงผู้เดียวที่ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นทั้งคนแคระและเป็นคนยักษ์

6. ความน่ากลัวของพยาธิ

ดอว์น เบเซอร์รา ชาวอเมริกัน ได้เดินทางไปท่องเที่ยวที่เม็กซิโกและล้มป่วยลงหลังจากรับประทานทาโก้ที่ทำจากเนื้อหมูเข้าไป หลังจากนั้น 3 สัปดาห์เธอก็เริ่มมีอาการชักจนหมดสติ  นายแพทย์ โจเซฟ เซอร์เวนผู้ทำการรักษาวินิจฉัยว่าพยาธิจากเนื้อหมูได้วางไข่ในผนังลำไส้จนฟักตัวและเคลื่อนย้ายเข้าสู่กระแสเลือดที่เข้าไปเลี้ยงสมองของเธอ  ซึ่งตัวพยาธินั้นไม่ได้มีอันตรายมากนัก แต่เมื่อพวกมันตายลงร่างกายจะเกิดอาการต่อต้านซากพยาธิที่ตกค้างอยู่ในสมองทำให้เนื้อเยื่อสมองรอบๆ เสียหาย และต้องทำการผ่าตัดนานถึง 6 ชั่วโมงเพื่อเอาพยาธิทั้งหมดออกมา

7. ตายซ้ำตายซ้อน

ในปี 1754 อีฟเวน แมคโดนัลด์ได้ถูกตัดสินประหารชีวิตโดยการแขวนคอ หลังจากนั้นร่างของเขาได้ถูกส่งไปให้คณะแพทย์ทำการผ่าชำแหละเพื่อศึกษาระบบโครงสร้างของร่างกาย  แต่เมื่อศัลยแพทย์กำลังจะดำเนินการผ่าร่างกายของเขา อีฟเวนกลับทำเซอร์ไพร์สทุกคนโดยการลุกขึ้นนั่งและอ้อนวอนขอความเมตตา แต่ในที่สุดเขาก็ถูกศัลยแพทย์รายหนึ่งใช้ค้อนฟาดจนเสียชีวิตในทันทีด้วยความหวาดกลัว

8. ใครเป็นพ่อเด็กกันแน่

ในปี 2003 ฮอลลี่ มารี อดัมส์ ได้มีเพศสัมพันธ์กับ เรย์มอน มิลเลอร์ และริชาร์ด มิลเลอร์ ผู้เป็นแฝดแท้ภายในวันเดียวกัน  หลังจากนั้นเธอได้ตั้งครรภ์และระบุว่าเรย์มอนเป็นพ่อของลูกในท้อง แต่เขาได้ยื่นคัดค้านจนต้องมีการตรวจพิสูจน์ DNA เพื่อหาข้อเท็จจริง  ผลที่ออกมาคือทั้งคู่มีความเป็นไปได้ 99.9% ที่จะเป็นพ่อของเด็ก ทั้งนี้นายแพทย์ บ๊อบ กิลด์ผู้เชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์ DNA ระบุว่าการตรวจ DNA นั้นไม่สามารถแยกความแตกต่างของแฝดแท้ได้เนื่องจากทั้งคู่เกิดมาจากการปฏิสนธิในใข่ใบเดียวกัน  และถึงแม้จะยังมีข้อกังขานี้อยู่ ศาลก็ได้ตัดสินให้เรย์มอนเป็นบิดาและรับภาระในการส่งเสียเลี้ยงดูบุตรจนโต แต่เขาก็ยังเดินหน้ายื่นอุทธรณ์เพื่อสู้คดีต่อไป

9. เสียงลึกลับ

บันทึกวารสารทางการแพทย์ของอังกฤษระบุว่าในปี 1984 มีหญิงชาวอังกฤษเกิดอาการประสาทหลอนว่าได้ยินเสียงลึกลับคอยบอกว่าเธอมีเนื้องอกในสมอง  เธอได้เข้ารับการรักษาอาการทางประสาทแต่ก็ยังได้ยินเสียงดังกล่าวเรื่อยมา  ถึงแม้จะไม่เคยมีประวัติว่าป่วยมาก่อนแต่เธอก็ยังอยากจะตรวจสแกนหาเนื้องอกในสมอง เนื่องจากเสียงที่เธอได้ยินนั้นระบุตำแหน่งของเนื้องอกอย่างชัดเจน  ในที่สุดคำขอของเธอก็ได้รับการอนุมัติ น่าแปลกที่แพทย์ตรวจพบเนื้องอกในตำแหน่งที่เธอระบุว่าเสียงลึกลับนั้นบอกพอดีเป๊ะเลย

10. ชายกลายเป็นหญิง

ในปี 2013 ชายชราชาวจีนวัย 66 ปี ได้เข้าพบแพทย์ด้วยอาการปวดในช่องท้องอย่างรุนแรง และผลการตรวจร่างกายนั้นพบว่าถึงแม้เขาจะมีหนวดเคราและมีอวัยวะเพศชายแต่กลับไม่มีลูกอัณฑะเชื่อมต่อ แพทย์จึงได้ทำการตรวจยีนและพบว่าผู้ป่วยนั้นเป็นเพศหญิงที่มีอาการป่วยจากโครโมโซมของโรคเทอร์เนอร์ ซินโดรม และโรคที่เกิดจากความผิดปกติของต่อมหมวกไตทำให้ระบบสืบพันธุ์ภายในของเพศหญิงเติบโตไม่สมบูรณ์และร่างกายแคระแกร็นด้วย ซึ่งมีผู้ป่วยเพียง 6 รายเท่านั้นในโลกที่มีอาการป่วยจากทั้งสองโรคพร้อมกัน และแพทย์ได้วินิจฉัยว่าอาการปวดช่องท้องนั้นเกิดจากซีสต์ขนาดใหญ่ในรังไข่นั่นเอง

11. คำท้าเป็นเหตุ

วัยรุ่นชายวัย 19 ปีได้ดื่มซอสถั่วเหลืองตามคำท้าของเพื่อนมากถึงเกือบครึ่งแกลลอน หลังจากนั้นเขามีอาการชักกระตุกและน้ำลายฟูมปาก และถูกนำตัวส่งห้องฉุกเฉินใน 2 ชั่วโมงต่อมา เนื่องจากไม่สามารถตอบสนองต่อคำสั่งหรือรับรู้ถึงความเจ็บปวดได้ อาการของเขาจึงทรุดหนักจนเข้าขั้นวิกฤตินานถึง 3 วัน แพทย์ระบุว่าปริมาณโซเดียมในกระแสเลือดของเขาสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ว่ามนุษย์จะสามารถทนทานได้โดยที่ระบบประสาทไม่ถูกทำลาย

12. การผ่าตัดเนื้องอกในรังไข่ครั้งแรกของโลก

ในปี 1809 เจน ทอดด์ ครอว์ฟอร์ด อายุ 45 ปี ถูกวินิจฉัยจากแพทย์ 2 รายว่าเธอตั้งครรภ์แฝด แต่เมื่อเธอไปพบนายแพทย์อีแฟรม แมคโดเวลล์ซึ่งเป็นแพทย์รายที่ 3 เขาเชื่้อว่าเธอมีเนื้องอกขนาดใหญ่ในรังไข่และเสนอที่จะผ่าตัดเอาเนื้องอกนี้ออกให้เพื่อการศึกษาค้นคว้า โดยนี่จะเป็นครั้งแรกในโลกที่จะทำผ่าตัดเนื้องอกในรังไข่ และในที่สุดการผ่าตัดเอาเนื้องอกหนักร่วม 10 กิโลกรัมออกโดยไม่มีการใช้ยาระงับความรู้สึกหรือยาปฏิชีวนะก็สำเร็จลุล่วงด้วยดี และเจนสามารถใช้ชีวิตได้ยืนยาวจนถึงวัย 78 ปีเลยทีเดียว

13. แข็งอมตะ

ในปี 2012 ชายชาวอิหร่านได้ตัดสินใจสักคำว่า “ขอให้โชคดีในการเดินทาง” เป็นภาษาเปอร์เซียลงบนร่างกายบริเวณใกล้กับองคชาติของเขา หลังความเจ็บปวดจากการสักผ่านพ้นไปเขาก็พบว่าองคชาตินั้นสามารถแข็งตัวได้นานกว่าปกติ  แต่ทว่าว่าหลังจากนั้นเพียง 1 สัปดาห์ การแข็งตัวขององคชาติกลับคงค้างอยู่ตลอดเวลา  แพทย์วินิจฉัยว่าการสักนั้นได้ทำลายหลอดเลือดต่างๆ ที่ไปเลี้ยงองคชาติ และทำให้เกิดอาการแข็งตัวขององคชาติค้างอยู่เช่นนั้น คณะแพทย์ได้พยายามทำการรักษาหลายวิธีแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขาจึงตัดสินใจที่จะหยุดรับการรักษาต่อและใช้ชีวิตทั้งที่มีอาการแข็งตัวคงอยู่เช่นนั้นตลอดไป

สามารถติดตามเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ข้างล่างครับ

ที่มา : BuzzFeed | เรียบเรียงโดย เพชรมายา