5 เรื่องราวการหาเงินด้วยวิธีที่เลวร้ายที่สุด จนทำให้พวกเขารวยได้

การจะได้มาซึ่งเงินทอง แน่นอนว่าคุณก็ต้องทำงาน ทำงาน แล้วก็ทำงาน แต่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีหลายคนที่มีวิธีหาเงินในแบบที่ไม่เหมือนปกติทั่วไป เพราะว่าพวกเขามีวิธีหาเงินที่ชวนสยอง จนทำให้พวกเขากลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ทำให้ผู้คนต้องหวาดผวาอย่างไม่มีวันลืมเลือน

1. คุณหมอผู้ร่ำรวยจากสงครามโลก

ย้อนกลับไปในสมัยสงครามโลกเมื่อปี ค.ศ. 1942 หลังจากที่กองทัพนาซีบุกยึดฝรั่งเศส หลายๆ คนต้องตกอยู่ในสภาวะยากแค้นอย่างแสนสาหัส แต่สำหรับ ดร.มาเซล เปอตูต์ คุณหมอชาวฝรั่งเศสที่ได้โอกาสใช้ด้านมืดของตัวเองทำเงินได้อย่างมากมายมหาศาล เพราะนอกจากที่เขาจะข้องเกี่ยวกับยาเสพติดและการทำแท้งเถื่อนแล้ว ดร.มาเซล ยังคือหนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องที่อำมหิตที่สุดแห่งยุค

ในภาวะสงครามที่ผู้คนต่างพากันหนีตาย ดร.มาเซล ยื่นข้อเสนอให้กับชาวยิวผู้สิ้นหวัง โดยบอกว่าเขาสามารถพาหลบหนีออกจากฝรั่งเศสได้ โดยไม่ต้องกลายเป็นเหยื่อของทหารนาซี และสิ่งที่เขาต้องการแลกเปลี่ยนก็คือ เงินจำนวน 25,000 ฟรังซ์ (ปัจจุบันคือเงินราวๆ 1.47 แสนบาท แต่ถ้าเป็นสมัยก่อนก็ถือว่าสูงมาก)

แน่นอนว่าชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าเงินทอง ชาวยิวหลายคนใช้เงินที่เก็บมาทั้งหมดในชีวิตเพื่อพาตนเองและครอบครัวหนี และเมื่อพวกเขามาถึง ดร.มาเซล ของจับทุกคนฉีดยาโดยอ้างว่าเป็นการปลูกฝี แต่จริงๆ แล้วมันคือไซยาไนด์ ซึ่งมันทำให้เหยื่อแต่ละคนตายอย่างทุกข์ทรมาน และฝังพวกเขาไว้ภายใต้คฤหาสถ์ที่ถูกสร้างมาพิเศษเพื่อทำการฆาตกรรมเหยื่อของเขา

ครั้งหนึ่ง ดร.มาเซล เคยถูกทหารนาซีจับได้ แต่เขาติดคุกอยู่เพียงไม่นานก็ถูกปล่อยตัวออกมา เนื่องจากเขาอ้างว่า การกระทำทั้งหมดก็เพื่อช่วยกองทัพนาซีกำจัดพวกยิว และนั่นทำให้ ดร.มาเซลได้รับการปล่อยตัว เพราะการกระทำแบบนี้เท่ากับเป็นการช่วยนาซีกำจัดชาวยิวอีกแรง

และในที่สุด จุดจบของ ดร.มาเซล ก็มาถึง เพราะหลังจากสงครามโลกจบลง ตำรวจได้บุกจับกุมเขาได้สำเร็จ และสิ่งที่ตำรวจพบในคฤหาสถ์ของเขาก็คือกองกระดูกที่ถูกเผาจำนวนมาก ซากศพที่ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ ถูกจัดเรียงไว้สำหรับทำลายในเตาเผา

สรุปแล้ว ตำรวจคาดว่า ดร.มาเซล ทำเงินจากความอำมหิตของเขาได้มากกว่า 200 ล้านฟรังซ์ รวมทั้งของมีค่าต่างๆ ที่เขายึดมาจากเหยื่ออีกมากมายนับไม่ถ้วน เรื่องของ ดร.มาเซลโด่งดังจนถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์หลายเรื่องอีกด้วย

2. นักการเมืองผู้หากินกับหน่วยดับเพลิง

เรื่องราวที่สองนี้ต้องย้อนกลับไปไกลถึงในยุคโรมัน มาร์คัส ลิชิเนียส แครสซัส คือนักการเมืองผู้ที่มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกล เขาเป็นผู้ให้กำเนิด “หน่วยดับเพลิง” กลุ่มแรกของโลกขึ้น เนื่องจากเขามองเห็นว่าสิ่งก่อสร้างในกรุงโรมส่วนใหญ่ถูกทำมาจากวัสดุที่ติดไฟง่าย ซึ่งหากมีเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อไหร่ ก็อาจลุกลามใหญ่โตได้

เมื่อคิดได้ดังนั้น แครสซัสจึงเริ่มซื้อทาสมา 500 คน รวมกับกลุ่มทหารของเขาจัดตั้งขึ้นเป็นหน่วยดับเพลิง ทั้งหมดดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดีงาม เว้นแต่ว่า พอเวลาเกิดเพลิงไหม้ขึ้นมาจริงๆ แครสซัส กลับเรียกร้องเงินค่าดับไฟก่อน เรียกได้ว่า “เงินมา งานถึงเดิน” ซึ่งผู้เคราะห์ร้ายทุกคนต้องโดยเจรจาต่อรอง ในขณะที่เพลิงกับลังโหมไหม้บ้านตัวเองอยู่ แล้วเป็นใครล่ะ ที่จะไม่ยอมจ่าย ณ จุดนั้น

นักการเมืองหัวใสอย่างแครสซัส สามารถทำเงินจากไอเดียนี้ได้เป็นกอบเป็นกำ คาดว่าเงินที่เขาทำได้ถ้าเทียบกับเงินในปัจจุบันก็ราวๆ 200 ล้านดอลลาห์ หรือประมาณ 6,200 ล้านบาท เลยทีเดียว

สุดท้ายพวกลูกหนี้และชาวบ้านต่างทนไม่ไหว รวมตัวกันไปเจรจากับแครสซัส แน่นอนว่าแครสซัสไม่ยอมให้ใครมาขัดขวางทางรวยของเขาได้ ในที่สุดพวกลูกหนี้เลยตัดสินใจใช้ศาลเตี้ย จับแครสซัสมัดและเอาทองคำหลอมละลายร้อนๆ กรอกปาก จนทำให้เขาต้องเสียชีวิตอย่างทรมาน

3. ยอมพิการเพื่อแลกกับเงินประกัน

คุณคิดว่าจะมีใครที่ยอมลงทุนทำให้ตัวเองพิการเพื่อแลกกับเงินก้อนใหญ่หรือไม่ ? ไม่แน่ว่าเมื่อถึงเวลาจนตรอก ผู้คนก็มักทำอะไรก็ได้เพื่อให้ตนเองสบายขึ้น หรือบางคนก็จำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่เพื่อนำไปแก้ปัญหาบางอย่าง อย่างเช่นเรื่องราวของผู้คนในรัฐฟลอริดา ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อแลกกับเงินก้อนโต ถึงแม้ว่าตัวเองจะต้องพิการก็ตาม

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1982 บริษัทประกัน ตัวแทนบริษัทประกันนามว่า L.W Burdeshaw ได้ออกมาแฉลูกค้าในเมืองชิปลีย์ รัฐฟลอริดาว่า มีลูกค้าประกันจำนวนมากที่ยอมเสียสละบางส่วนของร่างกายตัวเองเพื่อแลกกับเงินประกันก้อนโต

ชายคนแรกยอมเลื่อยมือซ้ายของเขาในที่ทำงาน ชายคนที่สองยอมยิงเท้าของเขาในขณะที่กำลังปกป้องไก่จากสัตว์ร้าย ชายคนที่สามยิงมือตัวเองในขณะที่กำลังยิงเหยี่ยว ชายคนที่สี่ยอมเสียแขนขาในอุบัติเหตุจากการยิงปืนไรเฟิลและจากรถแทร็กเตอร์ และชายคนที่ห้าที่ซื้อประกันได้เพียง 12 ชั่วโมง ก็ยิงโดนเท้าของตัวเองหลังจากไปล่ากระรอก พวกเขาเหล่านี้ล้วนอ้างว่ามันเป็นอุบัติเหตุทั้งสิ้น

และที่พีคก็คือ พวกเขาเหล่านี้ล้วนแต่ได้เงินประกันไปทั้งหมด บริษัทประกันจำนวนมากต้องยอมจ่ายเงินให้กับบุคคลเหล่านี้ โดยไม่เคยสงสัยมาก่อนว่ามันคืออุบัติเหตุ

4. สองพี่น้องที่ล่าคนไปขายเป็นศพ

ในช่วงศตวรรษที่ 19 ประเทศอังกฤษเองกำลังอยู่ในช่วงการพัฒนาการผ่าตัด จึงเป็นเหตุที่แพทย์จำนวนมากต้องการศึกษาร่างกายของมนุษย์หรือศพคนตายมาใช้ในการเรียนรู้ ทำให้เกิดอาชีพ “นักขโมยศพ” ตามสุสานมาเพื่อขายให้กับบรรดาแพทย์เหล่านี้ แต่การขโมยศพมันออกจะดูไม่เร้าใจสำหรับ 2 พี่น้องคู่นี้ ที่ตัดสินใจว่า การฆ่าคนเป็นๆ มันง่ายกว่าการไปขโมยขุดศพในสุสานมากนัก

ในช่วงแรก แฮร์ วิลเลียม และ เบิร์ก วิลเลียม 2 พี่น้องได้ใช้บ้านเช่าของตัวเองเป็นสถานที่ในการฆ่าเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย แต่นานวันเข้าดูหมือนจำนวนเหยื่อจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของพวกเขา ทั้งคู่จึงเริ่มออกตระเวนหาเหยื่อตามท้องถนนในยามค่ำคืน

ในปี ค.ศ. 1827 แฮร์และเบิร์กได้เริ่มจากการล่าคนเร่ร่อนสูงอายุที่ไม่สามารถขัดขืนพวกเขาได้ และนำไปหลอกขายให้กับแพทย์ที่รับซื้อว่าเป็นศพที่ถูกขุดมาจากสุสาน และดูเหมือนว่างานนี้จะเป็นอะไรที่ง่ายสำหรับพวกเขาทั้งคู่ เพราะจะมีใครล่ะที่มาออกตามหาคนเร่ร่อนที่หายตัวไปบ้าง คาดว่าเหยื่อของทั้งคู่อาจสูงถึง 30 คน

ในที่สุดตำนานฆาตกรต่อเนื่องของทั้งคู่ก็จบลง เมื่อแฮร์เกิดกลัวว่าจะถูกจับได้ในสักวัน เขาตัดสินใจทรยศเบิร์กด้วยการนำเรื่องนี้ไปบอกตำรวจเพื่อแลกกับการอภัยโทษ ส่งผลให้เบิร์กถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ หลังจากเสียชีวิต ศพของเขาถูกส่งไปให้กับนักศึกษาแพทย์ราวกับว่าเป็นการล้อเลียนในสิ่งที่เขาทำ ส่วนแฮร์นั้นถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

5. ภรรยาผู้ฆ่าสามีเพื่อเอาประกัน

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เราเคยได้ยินอยู่บ้างกับการฆ่าสามีเพื่อเอาประกัน แต่รับรองว่าคดีฆ่าเอาประกันอื่นๆ ที่คุณเคยได้ยินมา จะไม่มีทางโหดเหี้ยมเท่ากับเรื่องราวของเธอคนนี้

เบลล์ กันเนส หญิงสาวลูกครึ่งนอร์เวย์-อเมริกันที่มาตั้งรกรากในอเมริกาในปี 1881 เธอแต่งงานกับสามีและเปิดร้านขนมหวานซึ่งขายได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่แค่เพียงไม่ถึงปีร้านของเธอก็เกิดไฟไหม้ แต่โชคดีที่เธอทำประกันอัคคีภัยเอาไว้ หลังจากนั้นเธอก็นำเงินประกันมาซื้อบ้านในปี 1898 แต่โชคร้ายที่บ้านของเธอก็ไฟไหม้อีก เธอก็ได้เงินประกันอีก และนำไปซื้อบ้านใหม่อีกครั้ง

ในระหว่างนั้นเองทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 4 คน แต่ลูกสาวของเธอ 2 คนเสียชีวิตจากอาการลำไส้อักเสบ (ภายหลังเชื่อว่าเธอเป็นคนฆาตกรรมลูกตัวเอง) ซึ่งเธอก็ได้เงินประกันจากลูกๆ ของเธอ งต่อมาก็เป็นคิวของสามีเธอที่เสียชีวิตโดยแพทย์ลงความเห็นว่าถูกยาพิษ แต่หลักฐานไม่เพียงพอที่จะเอาผิดเธอได้ บริษัทประกันจึงต้องจ่ายเงินก้อนโตให้เธออีกครั้ง

หลังจากนั้นไม่นาน เธอนำเงินที่ได้มาซื้อบ้านทำฟาร์มในเมืองลาปอร์เต รัฐอินเดียนา และแต่งงานใหม่กับพ่อม่ายลูกติดที่เป็นพ่อค้าเนื้อ หลังจากแต่งงานเพียงสัปดาห์เดียว ลูกสาวที่ยังเป็นทารกของเขาก็เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนา และหลังจากนั้น 8 เดือน สามีคนที่สองของเธอก็โดนใบมีดของเครื่องบดเนื้อหล่นใส่ศีรษะจนเสียชีวิต ถึงแม้จะฟังดูแปลกๆ แต่บริษัทประกันก็ยอมจ่ายเงินก้อนโตให้เธอ

ต่อมา เบลล์ได้ประกาศหาสามีในหนังสือพิมพ์ และเธอก็มีผู้ชายอีกหลายคนที่ตกเป็นเหยื่อของเธอ นอกจากการฆ่าเพื่อเอาประกันแล้วเธอยังฆ่าเพื่อชิงเงินสดและทรัพย์สินมีค่าของผู้ชายเหล่านั้นอีกด้วย รวมถึงบรรดาคนที่สงสัยในการกระทำของเธอด้วย

มาถึงตอนนี้หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเธอถึงฆ่าผู้ชายได้อย่างง่ายดาย จริงๆ แล้วนอกจากความโหดเหี้ยมของเธอแล้ว เธอเป็นผู้หญิงที่สูงถึง 183 ซม. และหนักถึง 91 กิโลกรัม แน่นอนว่าเธอเป็นผู้หญิงที่แข็งแรงมาก คาดว่าเหยื่อของเธอทั้งหมดมีมากกว่า 40 คน และเงินที่เธอได้จากประกันและทรัพย์สินของเหยื่อก็มีมากมายจนนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว

การฆ่าเพื่อหาเงินของเธอดูเหมือนจะราบรื่นจนกระทั่งเธอรู้จักกับลูกจ้างที่ชื่อ รอย แลมเฟียร์ ที่ต่อมากลายเป็นคู่หมั้นของเธอ และดูเหมือนว่าแลมเฟียร์จะเป็นคู่แท้ เพราะเขาหลงรักเธอหัวปักหัวปำ และมีส่วนร่วมในการฆาตกรรมของเธออีกด้วย แต่ดูเหมือนทั้งคู่จะไปไม่รอด และเบลล์เองก็กลัวว่าความลับของเธอจะรั่วไหล ในที่สุด เธอตัดสินใจไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า แลมเฟียร์มีอาการเสียสติและพยายามทำร้ายเธอ จนกระทั่งเขาถูกนำตัวมาสอบสวนหลายครั้ง

ช่วงเวลานั้นช่างประจวบเหมาะกับการที่เธอถูกน้องชายของเหยื่อเธอรายหนึ่งออกตามหาพี่ชายที่หายไป เบลล์เริ่มวางแผนทำให้แลมเฟียร์เป็นคนร้ายด้วยการไปแจ้งตำรวจว่าแลมเฟียร์ขู่จะเผาบ้านเธอพร้อมกับลูกๆ และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บ้านของเธอไฟไหม้จนหมด ตำรวจพบศพลูกๆ ของเธอ และศพของเบลล์ที่ไม่มีศีรษะไหม้เกรียมจนดูไม่ออก พร้อมทั้งฟันปลอมของเธอตกอยู่ข้างๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้แลมเฟียร์ถูกจับ ถึงแม้เขาจะปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนทำก็ตาม

แลมเฟียร์สาบานว่าเบลล์ยังไม่ตาย ส่วนศพที่ถูกนำไปชันสูตรก็ไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นใครกันแน่ แต่ผู้คนที่เห็นต่างเชื่อว่า นั่นไม่ใช่ศพของเบลล์เพราะเธอน่าจะตัวใหญ่กว่านี้ จนกระทั่งหลายทศวรรษผ่านไป มีรายงานการพบเห็นเบลล์ปรากฏตัวอยู่ตามเมืองต่างๆ มากมาย แต่ก็ไม่มีใครที่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเธอจริงๆ

สามารถติดตามเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ข้างล่างครับ

ที่มา : Cracked | เรียบเรียงโดย เพชรมายา