5 ความลับของร้านค้า Duty Free ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

เมื่อคุณได้ยินคำว่า Duty Free หรือสินค้าปลอดภาษี สิ่งที่คิดในหัวก็คือ สินค้าเหล่านี้ต้องมีราคาถูกแน่นอน แต่ในความเป็นจริงมันอาจไม่ใช่อย่างที่คุณคิดเสมอไป และวันนี้เพชรมายาจะขอนำเสนอสิ่งที่หลายๆ คนไม่เคยรู้เกี่ยวกับร้านค้า Duty Free ในสนามบินให้ได้อ่านกัน

 

1. ราคาสินค้า Duty Free ไม่ได้ถูกกว่าร้านค้าปลีกเสมอไป

 

ถึงแม้จะเป็นสินค้าปลอดภาษีแต่อย่าลืมว่า ต้นทุนในการเช่าพื้นที่ค้าขายในสนามบินก็มีราคาสูงมาก และนั่นส่งผลให้ราคาสินค้าสูงตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ทำให้ราคาสินค้า Duty Free อาจสูงกว่าร้านค้าปลีกทั่วไปได้ เช่น

 

น้ำหอม Lancôme’s Trésor in Love ขนาด 75 มิลลิลิตร ปกติขายที่ร้านค้าหลักจะมีราคาอยู่ที่ 84 เหรียญ แต่ราคาในสนามบินแต่ละแห่งจะแตกต่างกัน เช่น New York (82 เหรียญ), ดูไบ (114 เหรียญ) และ โตเกียว (74 หรียญ)

 

ลองมาดูน้ำหอม Gucci กันบ้าง

 

Flora by Gucci ราคาขายที่ร้านค้าหลักอยู่ที่ 119 เหรียญ แต่ถ้าเป็น Duty Free ในเดลีจะอยู่ที่ 107 เหรียญ แต่ถ้าเป็นสนามบินอัมสเตอร์ดัม จะมีราคาสูงถึง 145 เหรียญ

 

2. สินค้า Duty Free บางครั้งถูกส่งมาจากร้านค้าในเมือง

 

มีผู้คนมากมายที่ซื้อสินค้าจำนวนมากในร้าน Duty Free เพราะพวกเขาคิดว่าสินค้าเหล่านี้น่าเชื่อถือ ส่วนพวกสินค้าของปลอมก็อาจถูกขายอยู่ตามร้านค้าในเมือง แต่บ่อยครั้งที่สินค้าแบรนด์ดังทั้งหลาย จะถูกส่งไปยังร้านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นการที่อยู่ในเมืองก่อน และค่อยถูกส่งมายังร้าน Duty Free อีกที

 

3. พนักงานขายไม่ใช่มืออาชีพเสมอไป

 

มีหลายคนเชื่อว่า พนักงานขายที่ประจำอยู่ตามร้าน Duty Free คือมืออาชีพจริงๆ เท่านั้น แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะพนักงานเหล่านี้ ก็เป็นแค่พนักงานธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองที่ใกล้สนามบินเท่านั้น

 

4. ผู้คนมักซื้อสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ต้องการจริงๆ

 

จากสถิติระบุว่า การซื้อของในร้าน Duty Free มักเกิดขึ้นเพราะซื้อตามๆ กัน มากกว่าที่จะซื้อเพราะมีเหตุผลที่ต้องซื้อจริงๆ มีหลายคนที่ซื้อเหล้าหรือบุหรี่จำนวนมากเพื่อตุนไว้ในอนาคต เช่นเดียวกับน้ำหอม อย่างไรก็ตาม การซื้อเหล่านี้มักเกิดขึ้นโดยไม่ได้มีการพิจารณาอย่างจริงจัง

 

5. ควรซื้ออย่างชาญฉลาด

 

จากที่กล่าวมาข้างต้นไม่ใช่ว่าการซื้อสินค้าในร้าน Duty Free จะไม่มีข้อดี เพราะคุณสามารถประหยัดเงินไปกับการซื้อสินค้า Duty Free ได้ ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยคือ สถานที่ซื้อ และ อัตราแลกเปลี่ยนเงิน ตัวอย่างเช่น คุณอาจซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ราคาถูกในเอเชีย ในขณะที่เครื่องสำอางค์จะมีราคาถูกที่สุดในแถบยุโรปตะวันตก

 

สรุปแล้วก็คือ หากคุณตรวจสอบราคาสินค้าที่จะซื้อล่วงหน้า ก็จะช่วยให้คุณประหยัดเงินได้แน่นอน

กดถูกใจและสามารถติดตามเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ข้างล่างครับ

ที่มา : brightside | เรียบเรียงโดย เพชรมายา