9 ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ ที่คุณเข้าใจผิดมาตลอดชีวิต

คุณเคยเชื่อในบางสิ่งแล้วค้นพบภายหลังว่ามันเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดบ้างไหม วันนี้เราขอนำเสนอเรื่องที่ผู้ชมทุกท่านอาจจะเข้าใจผิดหรือไม่รู้มาก่อนจนวิทยาศาสตร์ได้อธิบายและค้นพบสิ่งที่ทำให้เราได้รับรู้ความจริง

1. กิ้งก่าไม่ได้เปลี่ยนสีตามสิ่งรอบตัว

นี้คือความเชื่อที่เราโดนสอนมาโดยตลอดว่าสีของกิ้งก่าจะเปลี่ยนไปตามสิ่งรอบตัว แท้จริงแล้วมันเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของมัน ซึ่งในบางครั้งอาจจะเหมือนกับสถานที่ที่มันอยู่ในขณะนั้นซึ่งเป็นเรื่องบังอิญ สีของมันเปลี่ยนไปจากความกลัวเมื่อมันย้ายสถานที่ หรือเมื่อเอาชนะกิ้งก่าตัวอื่นได้ มันน่าสนใจที่รู้ว่าผิวของกิ้งก่านั้นมีชั้นเซลล์พิเศษหลายชั้นที่เรียกว่าโครมาโตฟอร์ แต่ละชั้นจะมีเม็ดสีของตัวเอง การเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนของชั้นเซลล์ทำให้ผิวสะท้อนแสงที่แตกต่างกันทำให้กิ้งก่าดูเหมือนลูกดิสโก้เคลื่อนที่

2. วาฬสีน้ำเงินไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ถึงมันจะเป็นสัตว์ที่ใหญ่โตที่สุดในประวัติศาสตร์แต่มันก็ไม่เท่ากับสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนคิดกันแต่ความจริงแล้วมีเห็ดชนิดหนึ่งที่ชื่อ อาร์มิลลาเรีย ออสโตเย หรือในอีกชื่อหนึ่งว่าเชื้อรายักษ์ โดยสถิติที่ได้บันทึกไว้คือการพบในอุทยานแห่งชาติแมลเฮียร์ รัฐออริกอน ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเชื่อว่ามีอายุราวๆ 2,000 – 8,000 ปี โดยมันซ่อนตัวใต้ดิน และและขยายใหญ่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 8.9 ตารางกิโลเมตร โดยจะมีส่วนที่โผล่เนื้อพื้นดินเป็นเห็ดโคนญี่ปุ่นเล็กๆ ที่น่ารัก

3. แมลงสาบตายได้ในสงครามนิวเคลียร์

หลายคนอาจคิดว่าแมลงสาบมีความทนทานอย่างเหลือเชื่อ มันอยู่บนโลกนี้มานานกว่า 280 ล้านปีและมันอยู่รอดได้โดยไม่มีหัวในบางครั้ง แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองในปี 1959 และพบว่าแมลงสาบจะเป็นแมลงพวกแรกๆ ที่ตายเมื่อเกิดภัยพิบัตินิวเคลียร์ โดยการนำแมลงที่หลากหลายให้เข้าไปสัมผัสระดับของกัมมันตภาพรังสีที่แตกต่างกันไป ผลได้บ่งชี้ว่ามนุษย์จะเสียชีวิตที่ระดับ 1,000 ขณะที่แมลงสาบจะตายในระดับ 20,000 โดยแชมป์ของเราคือแบคทีเรียที่ชื่อ เดโนคอคคัส ดูรานส์ที่สามารถทนต่อระดับรังสีที่ 1.5 ล้านเลยทีเดียว

4. กินแครอทมากๆ ก็ไม่ได้ทำให้สายตาดีขึ้น

แน่นอนว่าแครอทนั้นมีประโยชน์เพราะมันอุดมไปด้วยวิตามินซี แครอทนั้นมีแคโรทีนสูงแต่ผลไม้อื่นเช่น แอพริคอต, บลูเบอร์รี่, ผักขมและผักอื่นๆก็มีส่วนนี้ไม่น้อยไปกว่าแครอทเลย การกินแครอทมากๆ อาจทำให้คุณนั้นผิวสีส้มได้แต่ไม่ได้ช่วยให้คุณนั้นมองเห็นได้ดีขึ้นในความมืด เรื่องเล่านี้เกิดขึ้นกลางสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อรัฐบาลอังกฤษสร้างข่าวลือว่ากัปตันจอห์น คันนิ่งแฮม (ฉายาว่า”ตาแมว”) จากหน่วย 604 ต่อสู้ในยามค่ำคืนได้เพราะเขาทานแครอทจำนวนมากทั้งที่จริงแล้วที่ทำเช่นนั้นได้เกิดจากการที่กัปตันได้ทำการทดสอบเรดาร์ลับสุดยอดในช่วงสงคราม

5. เวลาที่แนะนำในการนอนคือน้อยกว่า 8 ชั่วโมง

ในปี 2004 ศาสตราจารย์แดเนียล คริปเค่ได้ออกบทความในเรื่องของผู้ใหญ่ที่นอนเป็นเวลา 8 ชั่วโมงจะตายเร็วกว่าผู้ที่นอน 6 หรือ 7 ชั่วโมงระหว่างกลางคืน การศึกษาของเขาในระยะเวลา 6 ปี และมีผู้เข้าร่วมการศึกษากว่า 1.1 ล้านคนพบว่า ผู้ที่นอนน้อยกว่า 8 ชั่วโมงแต่ไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมงจะมีชีวิตอยู่ได้จนจบการศึกษา แม้ว่าการนอนไม่ถึง 8 ชั่วโมงจะไม่ใช่เรื่องอันตรายตามที่เคยคิดมา แต่คนเราควรพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน

6. มนุษย์มีมากกว่า 5 สัมผัส

เราคุ้นเคยกับสัมผัสทั้ง 5 มาเป็นเวลานาน:มองเห็น ได้กลิ่น จับต้อง ลิ้มรส และได้ยิน แต่ตามความจริงแล้วเรายังมีอย่างน้อยอีก 4 สัมผัสที่เรารู้สึกได้นั่นคือ

1. สัมผัสถึงความอบอุ่นบนผิวของเรา

2. สัมผัสถึงความสมดุลและกระฉับกระเฉงที่ขับเคลื่อนโดยโพรงในหูชั้นในของเราที่เต็มไปด้วยของเหลว

3. สัมผัสของประสบการณ์ความเจ็บปวดที่ผิวหนัง,ข้อต้อ และอวัยวะของเรา

4. สัมผัสของร่างกายในการตระหนักถึงส่วนของร่างกายว่าอยู่ที่ไหนแม้จะไม่เห็นหรือรู้สึกถึงมันก็ตาม

7. น้ำไม่ได้โปร่งใส มันมีสี

หลายคนเชื่อกันว่าน้ำนั้นใส และไม่มีสี เหตุผลที่เรามองเห็นทะเลหรือมหาสมุทรเป็นสีน้ำเงินก็คือการสะท้อนจากท้องฟ้า แต่จริงๆ แล้วน้ำมีสีน้ำเงินซึ่งคุณสามารถมองเห็นได้ในเฉดสีน้ำเงินบางๆ โดยถ้าคุณไปที่หลุมลึกในหิมะหรือผ่านชั้นน้ำแข็งหนาในน้ำตกที่เย็นจนแข็ง การสะท้อนสีจากท้องฟ้ามีบทบาทสำคัญแต่มันก็ยังมีแสงบางส่วนจากชั้นข้างใต้ด้วยทั้งพืชและสาหร่ายที่สามารถสะท้อนและกระจายแสงได้ นี้คือเหตุผลที่เราสังเกตได้ถึงความหลากหลายของเฉดสีของน้ำ

8. ออกซิเจนไม่ใช่สสารที่พบมากที่สุดในโลก

ถ้าคุณสงสัยว่ามันคืออะไรในรูป อย่าแปลกใจถ้าเราจะบอกว่ามันคือแร่แคลเซียมไททาเนียมออกไซด์ที่ประกอบไปด้วยแคลเซียมไททาเนต และถูกเรียกว่าเพอรอฟสไกต์โดยมันมีมากขนาดเท่าครึ่งหนึ่งของโลกนี้ คาดกันว่าที่ชั้นเปลือกโลกใต้ดินของเราประกอบด้วยแร่นี้เป็นส่วนใหญ่ แร่ชนิดนี้สร้างพลังงานไฟฟ้าภายใต้อุณหภูมิปกติโดยไม่มีความต้านทานใดๆ และมันสามารถทำให้รถไฟลอยได้

9. ไข้หวัดไม่ใช่โรคที่พบได้มากที่สุดอีกต่อไป

โรคซึมเศร้าคือหนึ่งในโรคที่พบได้ทั่วไปในโลกนี้อาจจะมากกว่าไข้หวัดปกติด้วยซ้ำ 10 ปีก่อนมีการทำนายว่าโรคซึมเศร้าจะแพร่อย่างใหญ่หลวงไปทั่วโลกในปี 2020 น่าเสียดายที่มันเกิดไวกว่านั้นมาก ระหว่างที่คนไปหาหมอเมื่อพบว่าตัวเองเริ่มต้นของอาการหวัด แต่หลายคนที่เริ่มต้นอาการซึมเศร้าจะเก็บอาการเศร้าเสียใจไว้ข้างใน หลายคนอับอายที่จะบอกใครว่าตัวเองเป็นโรคนี้ ปัจจุบันมีการรณรงค์ให้คนระวังและใส่ใจในอาการนี้มากขึ้นโดยการพบแพทย์ที่เชี่ยวชาญทันทีที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นโรคนี้

โบนัส: หมากฝรั่งที่กลืนลงไปในท้อง ไม่ได้อยู่ในนั้นได้นาน 7 ปี

มันปลอดภัยถ้าคุณเผลอกลืนหมากฝรั่งลงไปในท้องโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งหมากฝรั่งในท้องนั้นย่อยไม่ได้ยากไปกว่าสเต็กชิ้นโตหรือเค้กของโปรดของคุณเลย กรด, เอนไซม์, น้ำย่อยและกระเพาะอาหารทำงานข้างในท้องของเราพร้อมกันในการขับหมากฝรั่งออกมา ซึ่งมันอาจจะใช้เวลาบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับ 7 ปีตามที่คิดกันไปเอง

สามารถติดตามเรื่องราวน่าสนใจเพิ่มเติมได้ข้างล่างครับ

ที่มา : brightside | เรียบเรียงโดย เพชรมายา