10 ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นดั่งปีศาจร้ายแห่งมนุษยชาติ

คนที่ไม่ทำอะไรเลยเท่านั้นที่ไม่เคยผิดพลาด ในการไล่ล่าหาความสำเร็จทำให้คนเราเลือกทางที่ผิดไปซึ่งตัวอย่างมากมายในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่นำไปสู่การสูญเสียอย่างมหาศาล เรารวบรวม 10 ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นดั่งปีศาจร้ายในเรื่องราวที่ยากที่จะลืมในอดีตเพื่อที่เราจะไม่ทำมันซ้ำอีกในอนาคต

10. การเหยียดเชื้อชาติทางวิทยาศาสตร์

ในศตวรรษที่ 19 นักเขียนและนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสได้ประกาศเรื่องของผลงานเขาในความเหนือชั้นของชนชาติอารยันที่เหนือกว่าชนชาติอื่นๆ ในด้านความแข็งแกร่งทางร่างกาย ความฉลาด ความสวยงาม และความขยันหมั่นเพียร ทฤษฎีนี้ได้ถูกพัฒนาโดยนักมนุษยวิทยาชาวเยอรมันซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคนาซีในการเลือกปฎิบัติและทำลายชนชาติที่บกพร่องอย่างเช่นยิว ทำให้มีผู้รับเคราะห์ในผลของทฤษฎีนี้ประมาณ 4 ล้านถึง 8 ล้านคนเลยทีเดียว

9. พันธุกรรม

เรื่องราวนี้มาจากความคิดของการปรับปรุงยีนส์และพัฒนาคุณภาพที่มีค่าแก่สังคม การยับยั้งเรื่องพันธุกรรมถูกพัฒนาโดยนาซีเยอรมันที่มีเป้าหมายในการหยุดการสร้างคนที่ระบุว่าบกพร่อง ด้วยเหตุใดก็ตามโปรแกรมฆ่าเชื้อโรคในทางกฎหมายมีอยู่จริงในประเทศสแกนดิเนเวีย สหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ด้วยการพัฒนาการโคลนนิ่งและความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลง DNA ของมนุษย์ ซึ่งนั่นนำมาสู่คำถามทางศีลธรรมว่าเป็นสิ่งที่ควรไหม

8. เทเลโกนี

นี้คือทฤษฎีที่ว่าด้วยการคงพรรมจรรย์ไว้จนถึงการแต่งงานเพื่อเลี่ยงปัญหาการมีผลกระทบทางพันธุกรรมไปสู่เด็กที่เกิดมาจากการมีความสัมพันธ์กับผู้ชายคนแรก โดยทฤษฎีนี้ถูกใช้งานโดยนาซีที่คิดว่าหลังมีความสัมพันธ์กับชายที่ไม่ใช่ชาวอารยันแล้ว หญิงเยอรมันอาจจะส่งผลให้ไม่สามารถมีลูกที่บริสุทธิ์ได้ ซึ่งมีการทดลองในเรื่องนี้กับแมลงวันแต่ไม่ใช่กับคนซึ่งมีโอกาสอย่างมากที่มันจะเป็นทฤษฎีที่ไม่จริง แต่ก็มีหญิงสาวมากมายที่ได้รับผลจากความเชื่อที่ผิดนี้

7. ทฤษฎีในเรื่องโลกแบนที่อยู่ตรงกลางจักรวาล

ผู้คนเหล่านี้เชื่อว่ารูปแบบของสุริยะจักรวาลมีโลกเป็นจุดศูนย์กลาง และยังเชื่ออีกว่าโลกแบนโดยมีเรื่องราวมากมายในความเชื่อของสิ่งนี้ว่าเป็นเรื่องจริง ในยุคอดีตและยุคกลางผู้คนที่ไม่สนับสนุนความคิดนี้จะถูกลงโทษอย่างป่าเถื่อน มันเป็นความเชื่อที่ว่าการไม่เชื่อในเรื่องของโลกที่ตั้งอยู่กลางจักรวาลโดยสงสัยในความคิดของเรื่องธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่นี้คือผู้เสื่อมศรัทธาและจะต้องมอดใหม้

6. ทฤษฎีของผลกระทบจากการสื่อสารโดยเดล คาร์เนอกี้

ในหนังสือของเดล คาร์เนอกี้กล่าวไว้ว่าคนที่ฝืนยิ้มในสังคมเพื่อความพอใจและความก้าวหน้าในการเงินทำให้ลืมตัวตนของตัวเอง และเกิดความกดดันได้ซึ่งในไม่ช้าจะสร้างโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติทางจิต การเข้าร่วมตามสังคมอาจจะทำให้คุณประสบความสำเร็จได้แต่ไม่อาจทำให้คุณมีความสุขได้ เดล คาร์เนอกี้ยังแนะนำให้คนเรายิ้มอย่างต่อเนื่องซึ่งเหมาะสำหรับที่ชอบเปิดเผยแต่อาจไม่เหมาะกับคนที่ชอบเก็บตัว

5. โฮมีโอพาธี

โฮมีโอพาธีคือหนึ่งในสาขาการการรักษาด้วยยาที่มีต้นกำเนิดโดย ซามูเอิล ฮาเนมันน์เพื่อรักษาโรคนี้โดยการใช้ยาที่น้อยลงแต่ปริมาณมากเพื่อสร้างโรคนี้ให้กับคนสุขภาพที่ดี อาจจะกล่าวได้ว่ามันคือการใช้พิษที่เจือจางลงซึ่งบางครั้งเจือจางจนกลายเป็นน้ำ การทดลองกล่าวว่ายาเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่มีผลที่แตกต่างกันระหว่างผลของยาเทียมและผลของยาเหล่านี้ โฮมีโอพาธีเป็นวิทยาศาสตร์เทียมที่ใช้ความเชื่อที่มีมานำเสนอและนับได้ว่าเป็นการหลอกลวงครั้งใหญ่ทืี่สุดในยุคสมัยใหม่ องค์การอนามัยโลกเตือนผู้ที่ใช้โฮมีโอพาธีว่าอาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพได้

4. ทฤษฎีการติดเชิ้อที่ต้นสาย

ทฤษฎีเรื่องการติดเชื้อที่ต้นสายเป็นที่นิยมมากในศตวรรษที่ 19 และนำไปสู่การผ่าตัดที่ไม่จำเป็นจำนวนมากที่แพทย์เชื่อว่าแบคทีเรียที่อันตรายในร่างกายอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคจำนวนมากและแม้แต่โรคทางจิต มีการฝึกฝนในการย้ายอวัยวะที่มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นอันตรายเช่นใส้ติ่งออกไป ในยุโรปมีการนำต่อมทอนซินและกระดูกอ่อนในจมูกออกด้วย การศึกษาสมัยใหม่พบว่าทฤษฎีนี้ไม่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ใดๆ รองรับการผ่าตัดเพียงสร้างอันตรายให้ผู้ป่วยได้

3. การเอาเลือดออกช่วยรักษาอาการป่วย

ฮิปพอคราทีสให้กำเนิดทฤษฎี 4 องค์ประกอบของผู้ที่มีสุขภาพดีในการคงรักษาความสมดุลของทั้ง 4 อย่างนี้ให้ได้ซึ่งก็คือเลือด, น้ำดีสีเหลือง, น้ำดีสีดำและเสมหะ เชื่อกันว่าโรคทั้งหมดเกิดขึ้นเนื่องจากการละเมิดความสมดุลนี้หรือจากเสียเลือดมากเกินโดยการปล่อยเลือดออกด้วยมาจากการเปิดหลอดเลือดหรือด้วยความช่วยเหลือของศาสตร์ฮิรูโดเทอราปีที่เชื่อว่าผู้ป่วยสามารถกำจัดเลือดเสียไปได้ จากมุมมองที่ทันสมัยนี้คือสิ่งที่ถึงตายได้จากการติดเชื้อทางกระแสเลือดด้วยเครื่องมือที่สกปรกและทำให้ร่างกายอ่อนแอลง วิธีการรักษานี้ได้รับความนิยมเป็นเวลาเกือบ 2,000 ปีและยังคงใช้อยู่ในประเทศแถบเอเชียอย่างเช่นใช้วิธีการนำปลิงมาดูดเลือดออกมา

2. สัทวิทยา

แพทย์และนักกายวิภาคศาสตร์ชาสออสเตรเลียเชื่อว่าความคิด, อารมณ์และสภาพจิตใจของบุคคลส่งผลมาจากรูปร่างของกะโหลกซึ่งแบ่งครึ่งของสมองออก เขาวาดแผนภูมิในการตอบสนองของแต่ละโซนต่อลักษณะเฉพาะตัวของบุคคล ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอในภาพยนต์เรื่องจังโก้ โคตรคนแดนเถื่อนก็เป็นผู้ที่เชื่อในทฤษฎีนี้ นอกจากนี้ผู้คนมักพยายามหาจุดบนใบหน้าของคนเพื่อดูว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ มันเป็นเหตุผลที่ดีที่จะสงสัยพฤติกรรมผ่านรูปหน้าที่อาจทำเรื่องร้ายแรงและการทำผิดกฎหมายได้ แต่ด้วยการพัฒนาของสรีรวิทยาจึงพิสูจน์ได้ว่ารูปร่างของกระโหลกและขนาดของสมองไม่ได้ส่งผลต่อบุคลิกของคนเรา อาจจะกล่าวได้ว่าสัทวิทยาคือวิทยาศาสตร์เทียมนั้นเอง

1. ทฤษฎีการสมรู้ร่วมคิดของโลก

นี่คือทฤษฎีที่บอกเล่าถึงกลุ่มคนที่ครอบครองทรัพยากรและอำนาจทางการเมืองไว้ทั้งหมดบนโลกใบนี้ ดูเหมือนว่าความเชื่อเหล่านี้จะไม่ได้มีอันตรายอะไร แต่ความเป็นจริงแล้ว มันทำลายการศึกษาเราทั้งหมด  อ้างอิงจากทฤษฎีนี้ คุณจะไม่สามารถเชื่อใจใครได้อีก ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์, นักวิทยาศาสตร์, นักวิจัย แพทย์ หรือแม้แต่ตัวเอง

สามารถติดตามเรื่องราวน่าสนใจเพิ่มเติมได้ข้างล่างครับ

ที่มา : brightside | เรียบเรียงโดย เพชรมายา