ชายคนนี้ทิ้งชีวิตและครอบครัวเข้าป่า แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด

คริสโตเฟอร์ แม็คแคนเลส อาจได้รับการเรียกขานในทุกวันนี้ว่าฮีโร่ จากการกระทำของเขาเมื่อต้นยุค 1990 ที่ทิ้งเมืองที่สะดวกสบายและเข้าสู่ป่ากว้างเพื่อใช่ชีวิตในแบบของตนเองซึ่งสร้างความประทับใจแก่คนที่ได้ยินพร้อมกันนั้นยังเป็นข้อเตือนใจในเรื่องราวของเขาอีกด้วย

เรื่องราวของชีวิตของ คริสโตเฟอร์ แม็คแคนเลสนั้นเป็นปริศนาและเศร้า เขาเกิดในแคลิฟอร์เนียวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1968 และย้ายไปยังเวอร์จิเนียพร้อมครอบครัวในปี 1976 เมื่อพ่อของเขา วอล์ท ตอบรับงานที่นาซ่า หลายคนคงคิดว่านี้คือความสำเร็จในครอบครัวของเขา แต่มันไม่ใช่เลย

งานของ วอล์ทนั้นทำให้ชีวิตของ คริสโตเฟอร์สะดวกสบายแต่นั้นไม่ทำให้เขามีความสุข เขาเป็นคนหัวรั้นและเจ้าอารมณ์และกลายเป็นเด็กก้าวร้าวมากขึ้นเมื่อรู้ว่าพ่อของเขามีความลับที่น่าตกใจซ่อนอยู่

คริสโตเฟอร์รับรู้ว่าพ่อของเขามีครอบครัวลับๆ อยู่ที่แคลิฟอร์เนียโดยมีลูกพี่ลูกน้องหกคนที่คริสโตเฟอร์ไม่เคยพบมาก่อน เรื่องราวนี้เปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มที่มีเกี่ยวกับโลกใบนี้และเริ่มหยุดคุยกับพ่อแม่จนกระทั่งจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

คริสโตเฟอร์เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเอมอรีโดยเขานั้นได้เกรดมากถึง 3.72 GPA เขาสนใจในเรื่องของปัญหาสังคม มันเป็นจุดเริ่มต้นในการละทิ้งความมั่งคั่งและความสบายที่เขาได้ใช้ชีวิตมา

คริสโตเฟอร์เรียกมหาวิทยาลัยว่า “แฟชั่นในศตวรรษที่ 20” และเมื่อเขาจบการศึกษา เขาได้บริจาคเงินมากกว่า 20,000 เหรียญที่พ่อแม่ของเขาให้เพื่อเดินทางไปเมืองอ็อกแฟม ในปี 1990 เขาละทิ้งทรัพย์สมบัติไว้ที่บ้านขณะที่เขาออกเดินทางไปผจญภัยที่จะกำหนดชีวิตของเขา

คริสโตเฟอร์ละทิ้งครอบครัวและเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่พูดกับใครอีกเขายังตั้งชื่อให้ตัวเองใหม่ว่า: อเล็กซานเดอร์ ซุปเปอร์ทรัมพ์ โดยได้ที่มาจากหนังสือในยุค 1908 เรื่อง Super-Tramp โดย วิลเลี่ยม เอ็ช เดวิด

ในภารกิจเพื่อค้นหาความหมายแห่งชีวิต คริสโตเฟอร์ได้ท่องเที่ยวไปหลายรัฐจนกระทั่งรถของเขาเสียเนื่องจากน้ำป่าท่วมที่เซาท์ดาโกตา แต่นั้นไม่ได้ทำให้เขาเศร้าเขายังทิ้งข้อความไว้ว่าใครก็ตามที่เอามันไปได้ก็เอาไปเลย

คริสโตเฟอร์เชื่อว่านั้นคือสัญญาณที่บอกว่าเขาควรทิ้งความสบายในชีวิตและเดินหน้าเพื่อสนุกกับการเดินทางของเขาต่อไปโดยไม่กำหนดจุดหมายปลายทาง เขาทำทุกทางในการเดินทางทั้งแอบขึ้นรถไฟ โบกรถหรือแม้แต่พายเรือแคนู

ตลอดการเดินทางคริสโตเฟอร์จดบันทึกไว้เสมอซึ่งมันค่อนข้างพิลึกที่หลายๆคนได้แรงบันดาลใจจากข้อความของเขาเช่น: “สิ่งสำคัญในชีวิตไม่ใช่ความแข็งแกร่ง แต่รู้สึกแข็งแกร่ง เพื่อประเมินค่าของตัวเองสักครั้ง ถ้าคุณต้องการบางสิ่งในชีวิต ยื่นมือออกไปคว้าซะ”

คริสโตเฟอร์ในที่สุดก็ได้ตัดสินใจในการตั้งรกรากที่อลาสก้า ที่ซึ่งเขาได้พบที่พักในรถบัส 142 ที่ถูกทิ้งไว้ในสแตมพีดเทรลที่ห่างไกล เขาใช้มันเป็นบ้านมานานหลายเดือนโดยหากินจากการล่าสัตว์เช่นกระรอกและเม่น

วันที่สี่สิบสามของการอาศัยในรถบัส เขาเขายิงกวางมูสขนาด 600 ปอนด์ที่เขาภาคภูมิใจมากจนต้องถ่ายรูปไว้ เพื่อถนอมอาหารเขาได้ใช้การรมควันเนื้อแต่เกิดหนอนขึ้นในช่วงห้าวันต่อมาทำให้เขาต้องทิ้งอาหารให้หมาป่าไป

“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะไม่ยิงกวางมูส” เขาเขียนไว้ “นั่นคือเรื่องเศร้าที่สุดในชีวิตผม” มันเป็นหลักฐานว่าคริสโตเฟอร์ไม่พร้อมสำหรับวิถีชีวิตใหม่ของเขา เขามีเพียงแค่กล้อง หนังสือที่บ่งบอกถึงพืชพันธ์ได้ ปืนยาว.22 เข็มทิศ และถุงข้าว

มากกว่าสามเดือนที่เขาใช้ชีวิตในรถบัส ในที่สุดคริสโตเฟอร์พยายามที่จะกลับเข้าเมืองด้วยของไม่กี่ชิ้นและโกนหนวดเครา และเมื่อเขาไปถึงแม่น้ำเทคลันนิกา เขาก็ตระหนักได้ทันทีว่ามันเป็นไปไม่ได้…

คริสโตเฟอร์ข้ามแม่น้ำเร็วมาเมื่อหลายเดือนก่อนตอนที่มันเป็นน้ำแข็ง แต่ตอนนี้แม่น้ำละลายและน้ำก็ไหลแรงอีกครั้ จนเขาไม่มีทางเลือกนอกจากถอยกลับไปยังรถบัสของเขา

หลังกลับมายังรถบัสคริสโตเฟอร์ได้พบว่าอาการของเขาเริ่มแย่ลง “ผมต้องการให้คุณช่วย” เขาเขียนไว้ในแผ่นกระดาษที่ดึงจากนิยาย “ผมบาดเจ็บใกล้จะไม่รอดแล้ว ผมอ่อนแอเกินกว่าจะออกไปจากที่นี้ ผมอยู่คนเดียว นี่ไม่ใช่เรื่องตลก ในนามของพระเจ้าโปรดช่วยรักษาผม ผมจะออกไปเก็บผลเบอร์รี่และกลับมาในตอนเย็น …”

ในเวลานั้นคริสโตเฟอร์ยอมแพ้แก่ชะตาชีวิตตัวเอง “ผมมีชีวิตที่มีความสุขและขอบคุณพระองค์ ลาก่อนและขอพระเจ้าอวยพร!” นี้คือส่วนสุดท้ายของบันทึก: “ความสุขเป็นจริงได้เมื่อคุณแบ่งปัน”

6 กันยายน 1992 ร่างของชายหนุ่มวัย 24 ปีในถุงนอนถูกพบโดยนักล่ากว่าง เขาถูกวินิจฉัยว่าเขาจากโลกนี้ไปเพราะการอดอาหาร แต่ยังมีเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้น

คริสโตเฟอร์อาจจะอดอาหารแต่ถ้าเจาะลึกกันจริงแล้ว อาจจะเกิดจากเมล็ดมันฝรั่งซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามันป้องกันไม่ให้สารอาหารถูกดูดซึมได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นสาเหตุให้เด็กหนุ่มที่อ่อนแออยู่แล้วค่อยๆ เป็นอัมพาตลงจนขยับตัวไม่ได้

มกราคม 1993 นักเขียน จอห์น คราเคาเออร์ ได้ตีพิมพ์เรื่องราวของคริสโตเฟอร์ลงในนิตยสารในชื่อของ “เดธ ออฟ อินโนเซนท์” โดยขยายเรื่องราวลงไปในชีวประวัติเมื่อปี  1996 ที่ชื่อ “อิน ทู เดอะ ไวล์ด” ที่ทำให้ชีวิตของคริสโตเฟอร์เป็นที่รู้จักมากขึ้น

นักเขียนและผู้กำกับฌอน เพนน์ นำเรื่องราวในหนังสือมาทำในแบบภาพยนต์โดยใช้ชื่อเดียวกันกับหนังสือในปี 2007 เรื่องราวของคริสโตเฟอร์ยังเป็นสิ่งที่คนพูดถึงในทุกวันนี้ คราเคาเออร์ได้กล่าวไว้ว่า “บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องงี่เง่า และบางคนอาจจะมองเห็นเงาของตัวเอง ซึ่งผมคือแบบหลังอย่างแน่นอน”

ไม่น่าแปลกใจที่มีผู้ชื่นชมและหลงใหลในเรื่องราวของ คริสโตเฟอร์ จนมีการตามรอยของเขาไปยังรถบัสที่เขาอาศัยอยู่ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่การเดินทางที่ง่ายเลย

คริสโตเฟอร์เลือกทางเดินของเขาที่หลายๆ คนคิดว่ามันเป็นเรื่องโง่เง่าและเห็นแก่ตัว แต่เส้นทางอื่นนั้นก็เป็นสิ่งที่เขาไม่ได้ศรัทธา ไม่ว่าคุณจะคิดแบบใดมันก็ยากที่จะไม่ชื่นชมเขาในสิ่งที่เขาได้เชื่อ

ไม่ว่าคุณจะคิดกับคริสโตเฟอร์ แม็คแคนเลส ว่าเป็นแค่เด็กหนุ่มมีอุดมการณ์ที่จากโลกนี้เร็วเกินไป หรือเป็นแค่เด็กหนุ่มไร้เดียงสาที่เสี่ยงโดยไม่จำเป็น ไม่น่าแปลกใจที่หลายคนหลงใหลในการเดินทางจากเรื่องราวของเขา

สามารถติดตามเรื่องราวน่าสนใจเพิ่มเติมได้ข้างล่างครับ

ที่มา : boredomtherapy