5 เรื่องราวที่ถูกลบออกจากตำราประวัติศาสตร์ เพราะมันสยองขวัญเกินไป

ตำราประวัติศาสตร์มักจะเต็มไปด้วยเรื่องดราม่า ปมขัดแย้งทางการเมือง หรือแม้แต่เรื่องโรแมนติค แต่เรื่องที่ไม่ค่อยได้บันทึกไว้ก็คือสิ่งที่น่ากลัวจนขนหัวลุกจนผู้คนกลัวที่จะกล่าวถึงและแทบจะถูกลืมเลือนไป มาลองดูเรื่องราวเหล่านี้กันเถอะ มันน่ากลัวจนเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในหนังเลย…

5. คดีสังหารหมู่ในโรงเรียนในยุค 1920

ปัจจุบันนี้อาจจะได้ยินเกี่ยวกับคดีสังหารหมู่ในโรงเรียนที่อเมริกาอยู่บ่อยๆ แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่พึ่งเกิดขึ้นมาในสมัยใหม่แต่อย่างใด คดีสังหารหมู่ในโรงเรียนที่ถูกจัดว่าร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งนั้นเกิดขึ้นในปี 1927

เหตุดังกล่าวนั้นเริ่มจาก Andrew Kehoe เหรัญญิกของคณะกรรมการโรงเรียนมิชิแกนหัวเสียกับการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าสูงมาก และยังแพ้เลือกตั้งเสมียนของเมืองจนเกิดอาการบ้าคลั่ง เขาได้สังหารภรรยาและระเบิดฟาร์มของเขาด้วยไดนาไมต์ และในเวลาเดียวกันก็วางระเบิดที่โรงเรียนสหศึกษา Bath ที่อยู่ใกล้เคียง

เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาถึงที่เกิดเหตุเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ เขาก็ได้ขับรถบรรทุกที่เต็มไปด้วยระเบิดพุ่งเข้าชนเจ้าหน้าที่เพื่อฆ่าตัวตาย และแรงระเบิดยังส่งผลให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตด้วยเช่นกัน ในเหตุการณ์นี้มีผู้บาดเจ็บ 58 รายและเสียชีวิต 45 ราย ทำให้ประชากรในหมู่บ้านที่มีเพียง 300 คนนั้นหายไปถึง 1/6 เลยทีเดียว นอกจากนี้ตำรวจยังได้สืบสวนพบว่าที่จริงแล้วเขามีแผนที่จะวางระเบิดโรงเรียนอื่นๆ อีกด้วย หลังจากนั้นอเมริกาก็ได้เพิ่มมาตรการตรวจสอบสภาพจิตใจของประชาชนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวอีก

4. ดินแดนคองโกกลายเป็นฝันร้ายเมื่อมือของมนุษย์ถูกใช้แทนเงินตรา

ปลายศตวรรษที่ 19 กษัตริย์ Leopold II แห่งเบลเยียมได้ยึดเอาดินแดนคองโกที่อยู่ใจกลางทวีปแอฟริกาและจัดตั้งเป็นรัฐอิสระเพื่อช่วยเหลือทางมนุษยชาติแก่ประชาชนคองโก แต่อันที่จริงแล้วเขาทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน โดยที่กำหนดให้ทางคองโกส่งผลผลิตสำคัญคือยางให้กับเบลเยียม หากไม่สามารถผลิตยางได้ตามจำนวนที่กำหนด ประชาชนในคองโกก็จะถูกตัดมือเป็นการลงโทษ ไม่เว้นแม้แต่เด็กอายุเพียง 5 ขวบ และทหารก็จะต้องเก็บมือที่ถูกตัดไว้เพื่อให้ทางการตรวจนับจำนวนว่าตรงกับจำนวนกระสุนที่ใช้ในการลงโทษจริงๆ

จนเหตุการณ์ได้ลุกลามกลายเป็นสงครามย่อมๆ เมื่อทหารออกสังหารประชาชนเพื่อสะสมมือเอาไว้ใช้แทนเงินตรา และเจ้าหน้าที่บางรายยังได้สะสมหัวกระโหลกมนุษย์ที่ล่าได้อีกด้วย เหตุการณ์นี้ทำให้ประชาชนของคองโกถูกสังหารไปกว่า 10 ล้านคน นับเป็น 10% ของประชากรทวีปแอฟริกาทั้งหมดเลยทีเดียว

3. นักล่าอาณานิคมใช้สุนัขเป็นเครื่องจักรสังหาร

ปลายศตวรรษที่ 15 สเปนได้เคลื่อนกำลังพลสุนัขมาสทีฟที่ตัวโตขนาด 100 กิโลกรัมไปต่อสู้กับชาวมัวร์ในกรานาดา พวกมันถูกเลี้ยงและฝึกมาให้สังหารศัตรูของทางการ ด้วยกรามและเขี้ยวที่ใหญ่มากของพวกมันนั้นสามารถกัดทะลุเสื้อผ้าและเครื่องป้องกันลงไปถึงกระดูกมนุษย์ได้เลยทีเดียว พวกมันทำงานได้ดีจนทำให้โคลัมบัสจัดเตรียมสุนัขสายพันธุ์ไอริช เกรย์ฮาวด์เดินทางไปกับกองทัพในการสำรวจดินแดนใหม่พวกมันได้เข้าจัดการชาวอินเดียแดงที่เป็นชาวบ้านท้องถิ่นในอเมริกาด้วย สุนัขที่มีผลงานดีเด่นจะได้รับการยกย่องสรรเสริญ

ดาวเด่นของกองทัพคือ Becerrillo ซึ่งทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุด มันได้ทำภารกิจลอบสังหารชาวอินเดียแดงในเวลากลางคืนถึง 33 รายโดยใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ยอดสังหารรวมตลอดชีวิตของมันนั้นไม่สามารถนับได้ แต่มีการบันทึกเอาไว้ว่าผู้ที่พบมันมักจะเห็นคราบเลือดของเหยื่อที่ปากของมันอยู่เสมอ

นอกจากนี้ Leoncico ซึ่งเป็นลูกของ Becerillo ก็โหดร้ายไม่แพ้กัน มันออกล่าผู้คนจนได้รับการเลื่อนยศเป็นสิบตรี และได้รับฉายา “a crossbowman’s pay” จากการล่าพลธนูของอินเดียแดงอีกด้วย

2. แอนดรูว์ แจคสัน เป็นนักสะสมผิวหนังและจมูก

แอนดรูว์ แจคสันคือประธานาธิบดีคนที่ 7 แห่งอเมริกาและมีรูปอยู่บนธนบัตร 20$ มีผู้ที่ชื่นชอบเขาจำนวนมากกล่าวชื่นชมเขาซึ่งรับอุปถัมภ์เด็กอินเดียแดงที่กำพร้า แต่ไม่มีใครพูดถึงว่าทำไมเด็กเหล่านั้นถึงกำพร้า…

แจคสันผู้ซึ่งกระหายในการยึดครองดินแดนให้อยู่ในอาณัติ เขาเกลียดชังชาวชาวอินเดียแดงซึ่งเป็นชนอเมริกันพื้นเมืองมาก และได้สังหารชาวอินเดียแดงไปมากมายไม่เว้นแม้แต่เด็กและทารก แล้วเขายังสะสมชิ้นส่วนร่างกายของเหยื่ออีกด้วย เขาได้ตัดจมูกของเหยื่อเอาไว้เป็นที่ระลึกว่าได้สังหารเหยื่อไปมากเพียงใดแล้ว ซึ่งได้มีการบันทึกไว้ว่ามีทั้งหมด 557 ชิ้น ซึ่งนั่นไม่น่าจะเป็นเหตุที่เกิดจากประธานาธิบดีคนที่ 7 แห่งอเมริกาเลย

นอกจากนี้เขายังเคยฆาตกรรมชายผู้หนึ่งเพียงแค่สาเหตุมาจากติดหนี้การพนันเท่านั้น หรือว่าเขาจะเสียสติไปแล้วจริงๆ

1. วลาด จอมเสียบ ฉายาที่ไม่น่าฟังเลย

กษัตริย์ วลาดที่สาม ถูกนำตัวไปจากบ้านเกิดเมืองนอนตั้งแต่เด็กเพื่อเลี้ยงเป็นตัวประกัน หลังจากบิดาและพี่ชายของเขาถูกสังหารและยึดครองแผ่นดินโดยจักรวรรดิออตโตมาน เขาได้กอบกู้บัลลังก์คืนได้เมื่ออายุ 26 และได้เชิญขุนนางชั้นสูงกว่า 200 คนและครอบครัวมาร่วมงานเลี้ยงคืนอีสเตอร์ในปี 1457 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง

วลาดได้สอบถามอายุของเหล่าขุนนาง เพื่อสืบดูว่าใครที่เข้าร่วมเหตุการณ์โค่นบัลลังก์วาลลาเชียจากบิดาของเขาเมื่อสิบกว่าปีก่อน และได้นำเหล่าขุนนางนับสิบออกไปเสียบประจานเรียงรายอยู่ตามไหล่เขา จนเป็นที่เรียกกันว่า “ป่าเสียบประจาน” ในภายหลัง

แต่งานเลี้ยงยังคงจัดอย่างต่อเนื่อง เหล่าภรรยาและบุตรของขุนนางที่ถูกสังหารได้ถูกนำตัวไปยังภูเขาและถูกบังคับให้สร้างป้อมปราการของเมืองทั้งที่ยังสวมชุดฉลองงานเลี้ยงอีสเตอร์อยู่ หลังจากการสร้างป้อมปราการผ่านไปนานนับเดือนจนเสื้อผ้าของพวกเขาขาดวิ่น วลาดได้มอบรางวัลให้โดยการเสียบประจานเช่นกัน

นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมเขาถึงมีฉายาว่าวลาดจอมเสียบ ไม่ใช่วลาดที่ปล่อยขุนนางนับร้อยไป

สามารถติดตามเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ข้างล่างครับ

ที่มา : Cracked | เรียบเรียงโดย เพชรมายา